โอกาสที่คุณเลือกได้

 




เลือกในสิ่งที่ดีกว่า

     หากเราได้เปลี่ยนแนวคิดที่ถูกสอนมาอย่างหนักในเรื่องของการขยันทำงานที่เดียว ก็สามารถทำให้คุณรวยได้นั้น มาเป็นการสร้างโอกาสให้คุณเป็นเจ้าของธุรกิจของคุณเอง จะทำให้คุณสามารถสร้าง อิสรภาพทางการเงินเพื่อมาสร้างอิสรภาพให้กับชีวิตของคุณได้มากกว่า การทำงานประจำอย่างเดียว เดี๋ยวนี้ไม่สามารถที่จะให้อิสระทางการเงินกับคุณได้ จึงไม่ต้องคิดถึงว่างานที่ทำจะให้อิสรภาพกับคุณได้เช่นกัน ยิ่งยุคสมัยเปลี่ยนไปความรู้ความสามารถเดิมๆที่เราเรียนกันมาก็จะใช้ไม่ได้กับยุคอุตสาหกรรมใหม่อีกต่อไป จึงมีการแนะนำให้ทำการรีเลินและอัพสกิลกันยกใหญ่กันทั้งโลก บนความก้าวหน้าของยุคก็ใช่ว่าจะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างไปทั้งหมด ยังคงมีของดีที่ไม่ต้องปรับเปลี่ยนหมดครบร้อยเปอร์เซนหลงเหลืออยู่บ้างและก็เป็นของที่ทันสมัยอยู่ต่อไปเนื่องจากได้ทำการดิสรับปรับตัวเองมาตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจแล้วนั่นเอง

     การปรับครั้งนี้เราเพียงแค่ปรับกิจกรรมหลังเลิกงานประจำของเราจากกิจกรรมที่เคยพักผ่อนสนุกสนานบันเทิงมาเป็นใช้แรงงานสร้างระบบวันละ 1 - 3 ชั่วโมงต่อวัน 90 วันคุณก็สามารถจะเรียนรู้ระบบและการสร้างระบบแล้วส่งผลให้คุณได้ปันผลเป็นรายได้เสริมหลักหมื่นบาทต่อเดือน

ธรรมชาติของมนุษย์ย่อมอยากได้สิ่งที่ดีที่สุดเสมอ นี่คือเหตุผลที่คนเราต้องหา “ตัวเลือก” ให้ชีวิต ฟังดูเหมือนจะเป็นกระบวนการที่ดีแล้วนะ แต่บ่อยครั้งมันกลับทำให้เกิดปัญหา!

เพราะตัวเลือกยิ่งเยอะก็ยิ่งต้องคิดเยอะ ยิ่งคิดเยอะยิ่งทำให้เลือกยากขึ้นกว่าเดิม สุดท้ายกลายเป็น “เลือกไม่ได้” เพราะกลัวพลาดโอกาสที่ดีกว่า การโลเลไม่มีจิตใจที่มั่นคง อาจทำให้หลายๆคนต้องเสียเวลาในการเริ่มต้นใหม่กับสิ่งที่ดีกว่าภายหลัง ดังนั้นการที่เรามีความรู้ที่รอบตัวจะช่วยให้เรากรองประโยชน์ที่เราจะได้รับที่ดีกว่า

อาการเหล่านี้เองที่เรียกว่า FOBO (Fear Of Better Options)

1. จะไม่ตัดสินใจทันที
2. ชั่งใจเลือกไม่ได้ โน่นก็ดี นี่ก็ใช่
3. สนใจทุกข้อเสนอ แต่ไม่ตัดสินใจเลือกสักอย่าง
4. ถึงเจอสิ่งที่คิดว่า “ใช่ที่สุดแล้ว” สุดท้ายก็ยังไม่เลือก
5. คำพูดติดปากคือ ขอคิดก่อน, รอก่อน, เดี๋ยวให้คำตอบ


ที่เป็นอย่างนี้เพราะขาดความมั่นใจ แต่รู้หรือไม่ว่าข้อเสียของมันคือทำให้เราพลาดโอกาสดีๆไปได้ง่ายเลยทีเดียว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากเพราะโอกาสดีๆ บางครั้งเข้ามาเพียงครั้งเดียวในชีวิต ถ้าผ่านไปแล้วอาจไม่กลับมาอีกเลย


นี่คือโอกาสที่ดีที่สุดของการตัดสินใจที่จะร่วมกิจกรรมด้วยที่ดีที่สุด ณ ขณะนี้ เป็นระบบที่ได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยที่สุด ลดการเสียเวลาดูแลต่างๆ สะสมความสำเร็จได้ สะสมผลงานเล็กๆให้มีจำนวนมากขึ้นๆจนคุญสามารถที่จะมีคุณสมบัติตามที่กำหนดได้ตามความต้องการของคุณ เป็นกิจกรรมที่ทำนอกเวลาการทำงานปกติโดยคุณจะใช้เวลาหลังเลิกงานวันละ 1- 3 ชั่วโมงต่อวัน มาสะสมงานที่ต้องมีต้องทำทุกๆวันสะสมจนครบองค์ประกอบ ใช้เวลาประมาณ 3 - 5 ปี เท่านั้น เมื่องานเสร็จ จบกระบวนการแล้ว จะส่งผลให้คุณมีปันผลรายเดือนๆละแสนบาทเป็นจำนวรเริ่มต้น โดยที่คุณไม่ต้องทำงานใดๆ อีกต่อไป คุณสามารถหยุดทำงานแล้วไปใช้ชีวิตชิวๆตามที่คุณต้องการได้


อย่าด่วนตัดสินใจตอบรับงานใหม่ถ้ายังไม่รู้ 3 ข้อนี้

     ปัจจัยที่เราต้องคิดก่อนตัดสินใจเลือกเส้นทางการทำงานไม่ได้อาศัยมีเพียง บทบาทหน้าที่ ผลตอบแทน เงินเดือน แต่ต้องคำนึงถึง “โอกาสเติบโต” ในอนาคตด้วย เนื่องจากคำว่า “ความก้าวหน้า” ในหลายบริษัทก็ไม่ต่างอะไรกับนโยบายที่ใช้เพื่อการ “โฆษณา” เท่านั้น

     ผลสำรวจพบว่ามีเพียง 19% ของคนทำงานที่สามารถมองเห็นโอกาสความก้าวหน้าของตัวเองในบริษัท โดยมีแค่ 82% เท่านั้นที่รู้สึกตื่นเต้นที่กับการเติบโตในที่ทำงาน จึงอาจหมายความว่าปัจจุบันคนทำงานกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ “เอาตัวรอดไปวันๆ” หรือที่เรียกว่า Dead-End Job ซึ่งไม่สามารถคาดเดาหรือตั้งเป้าหมายให้อนาคตตัวเองได้

สำหรับคนที่แสวงหาความก้าวหน้า จะต้องชัดเจนกับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของเราด้วยการปักธงไว้และถามตั้งแต่ขั้นตอนสัมภาษณ์งาน หากองค์กรสามารถให้คำตอบได้ชัดเจน มีขั้นตอนแบบแผนที่อธิบายได้ก็เป็นสัญญาณที่ดี แต่ถ้าได้คำตอบกลับมาแบบกว้างๆ ว่าต้องการให้ทุกคนได้เติบโต เราอาจต้องอาศัยการถามแบบ “เจาะลึก” ถึง 3 สิ่งต่อไปนี้


1) อัตราการเลื่อนขั้นพนักงาน (Promotion Rate)

Promotion Rate คืออัตราการเติบโตของพนักงานในองค์กรโดยเราอาจใช้คำถาม เช่น

  • จำนวนพนักงานที่ได้รับการโปรโมตคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์
  • ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการพิจารณาของทีมผู้บริหาร
  • ค่าเฉลี่ยของ “ระยะเวลา” ที่ต้องใช้ก่อนที่จะได้โปรโมต

โดยนำมาเทียบความเหมาะสมกับโจทย์ที่เราต้องการ ซึ่งนอกจากจะทำให้มองเห็นอนาคตและโอกาสก้าวหน้า ยังช่วยให้เข้าใจวัฒนธรรมองค์กรและเลือกตัดสินใจง่ายขึ้นด้วย



2) แนวทางการทำ Succession Planning

ความเปลี่ยนแปลงของทีมงานถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นปกติ เมื่อมีคนลาออก ก็จำเป็นต้องมีคนเข้ามาทดแทนซึ่งอาจมาในรูปแบบของการเปิดรับพนักงานใหม่หรือในบางตำแหน่งที่ไม่ใช่ “ใครก็ได้” จะเข้ามาทำก็ต้องมีการเฟ้นหาคนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับตำแหน่งงานนั้นๆ

ในบางองค์กรจึงมักมีการวางแผน “ถ่ายเลือด” ด้วยผู้สืบทอดตำแหน่งจากคนในซึ่งช่วยลดปัญหาการขาดคนในตำแหน่งงานระดับสูง จึงไม่ทำให้องค์กรต้องสะดุดระหว่างช่วงเวลารอพนักงานใหม่รวมถึงมอบโอกาสให้พนักงานได้เติบโตขึ้นสู่ตำแหน่งงานที่สำคัญมากขึ้น


3) ทักษะพนักงานที่เพิ่มขึ้นจากการ Training ของบริษัท

นอกจากตำแหน่งงาน หรือผลตอบแทนที่ขยับขยายขึ้นอีกหนึ่งด้านที่สำคัญของการเติบโตคือ “ทักษะ” ที่ได้จากการทำงาน เราอาจถามถึงการฝึกอบรมที่จัดโดยองค์กร ชุดทักษะแบบไหนที่องค์กรต้องการปลูกฝังให้กับพนักงาน มีการให้โอกาสได้ทดลองทำงานโปรเจกต์ที่ท้าทายความสามารถหรือไม่ หรือมีวัฒนธรรมในการให้คำแนะนำช่วยเหลือผลักดันกันอย่างไรบ้าง

สิ่งเหล่านี้สามารถใช้เป็นสัญญาณที่บ่งบอกได้ว่าบริษัทให้ความสำคัญกับการเติบโตของพนักงานแค่ไหน


อย่างไรก็ตามแม้บางบริษัทอาจจะไม่สามารถให้คำตอบได้ชัดเจน แต่เราก็ควรแสดงถึงความจริงจังในการแสวงหาโอกาสเติบโตที่มากขึ้นและเป็นหน้าที่ขององค์กรที่จะพยายามตอบสนองความคาดหวังเหล่านั้นก่อนจะตัดสินใจตอบรับงานในแต่ละครั้ง อย่าลืมคำนึงถึงปัจจัยให้รอบด้าน เพราะการย้ายงานถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตที่ไม่สามารถย้อนกลับไปได้



สมัครงานผ่าน “คน” โดยมี Recruiter มืออาชีพช่วยคัดกรอง
และเพิ่มโอกาสได้งานแบบไม่ต้องกลัวเรซูเม่จะ “หลุดวงโคจร”


อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:
เช็กด่วน! สัญญาณเหล่านี้อาจบ่งบอกว่าเรากำลังมีโอกาสที่จะไม่ผ่านโปรฯ
6 เรื่องสำคัญที่ต้องทำหลังจากเริ่มงานใหม่ภายใน 30 วันแรก

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เหตุผลที่เกิดโครงการนี้

ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ให้รู้ว่าดีจริง